Monday, October 10, 2016

Wednesday, August 3, 2016

Wednesday, June 22, 2016

Thursday, June 16, 2016

Sunday, December 20, 2009

หน้าที่ของภรรยา

ในมงคลชีวิต ๓๘ ประการนั้น ได้กล่าวถึง เรื่องการสงเคราะห์ภรรยา ไว้ในข้อที่ ๑๓ ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในเรื่องก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้า ท่านมิได้เพียงแต่ให้มนุษย์ชายเท่านั้นที่ทำหน้าที่สงเคราะห์นี้เพียงฝ่ายเดียว ท่านทรงได้ให้หน้าที่การสงเคราะห์สามีไว้ด้วย

หน้าที่ของภรรยาที่พึงกระทำเพื่อสามีของตน ของตน มี ๕ ประการดังนี้
๑ จัดการงานดี
๒ สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี
๓ ไม่ประพฤตินอกใจสามี
๔ รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้
๕ ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

หน้าที่ของแต่ละฝ่ายที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ผู้แสวงหาความปรกติสุขในชีวิต หากสามีได้ทำหน้าที่ของตน และภรรยาได้ทำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี ผมคิดว่า การเกิดปัญหาในครอบครัวคงไม่น่าจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามสังคมสมัยใหม่ หลายคนมองว่าเรื่อง "ธรรมะ" เป็นของเก่า เป็นของโบราน

ผมยืนยันได้ หลังจากได้ศึกษา ได้อ่านอย่างตั้งใจ พบหลายเรื่องที่ทันสมัยมาก อยากให้คนไทยที่มีทุนเดิมในการเป็นชาวพุทธ หันสนใจมาศาสนาที่ตนคิดว่า เรียกว่า อ้างว่า ตนนั้นนับถือ อย่างจริงจัง...จบ

ที่มา:๓๘ มงคลชีวิต หลักปฏิบัติยอดมงคล ของ คนดี - พระพรหมมังคลาจารย์ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

Tuesday, December 15, 2009

หน้าที่ของสามี

วันนี้มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านแล้วก็อืม ๆ ถ้ามนุษย์ทำได้ โลกคงสงบสุข อย่างไรก็ตาม สังคมเริ่มจากบ้าน ถ้าในบ้านไม่เป็นสังคมที่ดีแล้ว จะเกิดสังคมเมือง ประเทศ โลกที่ดีนั้นคงยาก

จากหัวข้อ post ก็ชัดเจนว่าจะเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับสามี ภรรยา ครับ มีหน้าที่มากมาย ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งสอนบรรดาสาวกเพื่อนำไปประพฤติ ปฏิบัติ แต่วันนี้จะเล่าเฉพาะหน้าที่ในครอบครัว

หน้าที่ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้สำหรับ สามีที่ต้องมีต่อภรรยามี ๕ ข้อดังนี้
๑ แสดงความนับถือ ให้การยกย่อง เช่นเรียกภรรยาด้วยถ้อยคำอันเหมาะสมและเปิดเผย ออกหน้าออกตาว่าเป็นภรรยา ด้วยการเชิดชูให้ปรากฏแก่วงศ์ญาติและมิตรสหาย

๒ ไม่แสดงความดูหมิ่น เช่นกล่าวถ้อยคำหยาบคาย เหยียบย่ำ หรือเกรียวกราด ข่มขี่ ทำตัวมีอำนาจเหนือต่าง ๆ นานา เพราะการกระทำเช่นนี้ ย่อม ชวนให้เป็นที่ดูหมิ่น เหยียดหยามของผู้อื่นด้วย และสามีเองก็จะเสื่อมจากความยกย่องนับถือทั้งแก่ถรรยาและผู้อื่น

๓ ไม่ประพฤตินอกใจภรรยา คือไปสมัครรักใคร่ในหญิงอื่น อันจะป็นชนวนให้เกิดความแตกร้าวในครอบครัว

๔ มอบความเป็นใหญ่ในบ้านเรือนให้

๕ ให้เครื่องแต่งกายที่เหมาะสมแก่ฐานะของตน มิให้น้อยหน้าผู้อื่น ทั้งนี้เพื่อความสุขใจของภรรยา

จะเป็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยากที่จะนำไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม สาว ๆ อาจดูว่าจะเลือกชายใดเป็นคู่ชีวิต อาจนำข้อเหล่านี้ไปเป็นแนวการคัดเลือกก็ได้นะครับ แต่ว่าไม่รับปากกันว่าจะหาได้หรือเปล่านะครับ...จบ

ที่มา:พุทธมงคล ๓๘ ประการ พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆาราช สกลมหาสังฆปริณายก

Friday, December 11, 2009

รู้ หรือไม่รู้

การที่เราบอกคนอื่นทั่วไป ว่าเรารู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องที่เรารู้อาจเป็นเรื่องที่เราเพียงแค่จำ แต่ไม่ใช้เรื่องที่เรารู้ก็ได้ พอดีผมได้คุยกับหลาย ๆ ท่าน บังเอิญได้รับทราบเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่ง เลยอยากจะเล่าให้ต่อให้ฟังบ้าง

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีคำถาม ถามกับผู้ที่สูบบุหรี่ว่า "คุณ ๆ รู้ไหมว่าการสูบบุหรี่นั้นไม่ดี ไม่ดีต่อสุขภาพนะ"
หลายคนคงเดาคำตอบ จากคำถามนี้ได้อย่างไม่อยาก คือ "รู้ซิ การสูบบุหรี่ไม่ดี รู้ทำไมจะไม่รู้"

เจ้าของคำถามตอบกลับทันควันว่า "คุณอ่ะ ยังไม่รู้หรอกว่า การสูบบุหรี่ไม่ดี"

"ทำไมผมจะไม่รู้ รู้ผมรู้ดี" ตอบกลับอย่างทันควันของบุหรี่ที่พ่นออกมาเมื่อชักครู่

"งั้น ลองสูบบุหรี่ ด้านที่จุดไฟซิ นั่นนะแดง ๆ อ่ะ" คำท้าทายเกิดตามมา

"บ้า ใครจะไปสูบด้านนั้น ร้อนปากแย่ซิครับ ไม่เอาหรอก" ผู้สูบแย้งขึ้น

"อันนี้แหละที่รู้ รู้ว่าสูบด้านที่มีไฟอยู่ไม่ได้ เจ็บ ร้อนปาก นี่แหละรู้" คำเฉลยของการท้าทาย ของผู้เริ่มการสนทนา

จริง ๆ แล้วการที่เค้าไม่สูบบุหรี่กัน จากทางด้านที่มีไฟแดง ๆ ก็เนื่องจาก มันไม่ใช้วิธีการสูบบุหรี่ที่ถูกต้อง ไม่เกี่ยวว่าสูบด้านนั้นได้หรือไม่ได้โดยทั่วไป หากแต่การท้าทายให้ทำอย่างนั้น เพื่อให้เข้าใจว่า การรู้ของคน ถ้าเค้ารู้จริง ว่าสิ่งไหนไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็คงไม่ทำ เช่นกับการสูบบุหรี่ผิดด้าน คือการสูบที่ผิดวิธี ก็คงไม่มีใครทำ และการสูบด้านที่มีไฟ ก็เป็นการทำสิ่งที่จะทำให้ผู้สูบบาดเจ็บ ก็ไม่มีใครทำเช่นกัน

สรุป คือ ผู้ที่สูบท่านนี้ ยังไม่ทราบถึงข้อเสียของการสูบบหรี่โดยแท้ จึงยังคงทำต่อไป


ข้อสังเกตุ ถ้าบอกว่ารู้แล้วยังทำ และถ้ารู้แต่ไม่เข้าใจแล้วยังทำ คงให้โทษน่าจะน้อยกว่า ไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ

ตัวอย่างเช่น ถ้ารู้ว่าแดดร้อนแต่ต้องออกไปตากแดดคงต้องเตรียมร่ม หรือทาครีมกันแดดไว้ แต่ถ้าไม่รู้ถึงความร้อนและโทษของแดดเลย ก็คงออกไปตัวเปล่า ๆ ให้แดดเผาได้...จบ

Thursday, October 29, 2009

สิ่งที่ควรรีบทำ

ถ้ากลัวความทุกข์

ถ้าเรากลัวที่จะต้องเจอกับทุกข์ อย่าได้ทำบาปทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ อย่าได้มีความกล้าที่จะทำความไม่ดีหีือทำบาป ความกล้าในการทำบาปนั้นไม่ดี ไม่ควรกล้า ถ้ากล้าจริงต้องกล้าสละบาป ทำความดี

กายที่ประกอบด้งยบุญเป็นกายดี วาจาที่ประกอบด้วยบุญเป็นวาจาดี ใจที่ประกอบด้วยบุญเป็นใจดี ที่สำคัญที่สุดคือใจ เพราะใจเป็นใหญ่เป็นประธาน เมื่อใจดี กาย วาจาก็ดีไปด้วย

การรีบทำความดี การทำความดีหรือบุญช้าไป จิตน้อมไปในบาป จะเป็นการเปิดโอกาสให้อกุศลจิตแทรกเข้ามาได้ จึงต้องรีบทำทันทีที่เกิดกุศลจิตขึ้น เมือมีโอกาสให้ทำความดีต้องนึกเสมอว่าเราทำก่อน ใครทำดีไม่ดีช่างเขา เราต้องทำความดี ไม่ควรเป็นคนดีคนสุดท้ายของโลก

ข้อความข้างต้นได้มาจากการฟังพระธรรมบท จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาสอนให้เราทำดี เป็นความดี ซึ่งเป็นสิ่งที่หากรายการโทรทัศน์ วิทยุไปสัมภาษณ์พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองว่า อยากให้บุตรหลานโตมาเป็นเช่นไร "อยากให้เค้าเป็นคนดี พ่อก็ดีใจ" นี่คือสิ่งที่สังคมต้องการ

แต่ทำไม การทำความดีต้องบังคับ อาย หรือ ไม่กล้า เช่นห้ามเด็กต่ำกว่าอายุเท่านั้น เท่านี้ซื้อสุรา หรือเข้าสถานบริการ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ต้องห้ามก็ได้ ทุกคนควรทราบว่าไม่ควรดื่มสุรา เป็นต้น

ซึ่งพระพุทธศาสนาสอนให้เราทำความดี ซึ่งผลผลิตของผู้ที่ขัดเกลาจิตใจโดยใช้พระศาสนา ต้องเป็นสิ่งที่มีค่า ที่ต้องการของสังคม หากแต่ทำไมเราไม่ทำกัน

อย่าให้ศาสนาพุทธเป็นเพียงคำตอบของช่อง ศาสนา_________ ในเอกสารที่เราจะต้องกรอกเท่านั้น

ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว

Monday, October 26, 2009

คนโง่ คนฉลาด

พอดีมีโอกาสได้ฟังพระธรรมบท เรื่อง คนโง่สำคัญตนว่าตนฉลาด

คนโง่ที่รู้ว่าตนเองโง่ สามารถฉลาดได้เนื่องจากรู้ว่าตนเองโง่ จึงมีการขวนขวายที่จะฉลาด ไปพบปะศึกษาจากเพื่อนฝูง อาจารย์ที่ฉลาด หรือผู้ที่จะพอให้ความรู้ได้

หากแต่คนโง่ แล้วยังสำคัญว่าตนเองฉลาด คนจำพวกนี้โง่แสนโง่ เนื่องจากคืดว่าตนเองฉลาด ไม่ยอมรับ หรือ ไม่รู้ว่าตนโง่ จีงไม่แสวงหาความรู้เพิ่มเติม แถมยังว่าคนอื่นอีก คนพวกนี้แย่จริง ๆ

ผมมีความเห็นว่า คนโง่ถ้าขยัน หมั่นเพียรหาความรู้ สามารถเก่งได้กว่าคนฉลาดที่เกรียจคร้าน บางทีประเทศเราวัดกันเนื่องจากการ สอบ และคะแนนมากเกินไปหรือไม่ สงสัยอยู่

อย่างไรก็ตามต้องระวัง การใช้คนโง่ที่ขยัน ต้องดูแลให้ดี เนื่องจากหากคนโง่ ที่ขยัน แต่ขยันทำผิด นี่ร้ายแรงกว่า คนโง่ที่ขี้เกียจ เนื่องจากคนโง่ที่ขี้เกียจยังอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรให้ติดลบ แต่คนโง่ที่ขยัน แต่ทำผิด ถ้ายิ่งขยันมาก ยิ่งผิดมาก ต้องระวัง

Saturday, October 24, 2009

ทาน เหนือทาน

จากการที่ได้เล่าไปว่า ทาน เป็นการสร้างบุญบารมีที่ต้องเสียสตางค์ อย่างไรก็ตามมีการทำทานที่ไม่เสียเงินด้วยแม้แต่น้อย

ผมได้ตัดตอนบุญที่ได้จากการให้ทานมาให้อ่านเล่น ๆ จากหนังสือ"วิธีสร้างบุญ บารมี" จะเห็นได้ว่าจากข้อ ๑ ถึง ข้อ ๑๒ นั้นเป็นการให้ทานที่ได้บุญน้อยกว่าข้อ ๑๓

๑๓. การถวายสังฆทานที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่า "การถวายวิหารทาน" แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม "วิหารทาน ได้แก่การสร้างหรือร่วมสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ศาลาโรงธรรม ศาลาท่าน้ำ ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทางอันเป็นสาธารณะประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน" อนึ่ง การสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนใประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกับกิจในพระพุทธศาสนา เช่น "โรงพยาบาล โรงเรียน บ่อน้ำ แท็งก์น้ำ ศาลาป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง สุสาน เมรุเผาศพ" ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน

๑๔. การถวายวิหารทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง (๑๐๐ หลัง ) ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ "ธรรมทาน" แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม "การให้ธรรมทานก็คือการเทศน์ การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ให้รู้ได้ ที่รู้อยู่แล้วให้รู้ยิ่งๆขึ้น ให้ได้เข้าใจมรรค ผล นิพพาน ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ"

๑๕. การให้ธรรมทาน แม้จะมากถึง ๑๐๐ ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ "อภัยทาน" แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทานก็คือ "การไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู"

ประเด็นคือ แม้การถวายสังฆทานแด่พระที่เป็นองค์พระศาสดายังได้บุญน้อยกว่าการสร้างวิหารทาน แต่ไม่ว่าวิหารทานจะมากถึง ๑๐๐ แห่ง ยังได้บุญน้อยกว่าธรรมทาน และการให้ธรรมทานมาก ๑๐๐ ครั้งได้บุญน้อยกว่าอภัยทานเพียง ๑ ครั้ง

อภัยทาน ไม่เสียเงิน และไม่เสียใจแน่นอนครับ

(เรียบเรียงจาก วิธีสร้างบุญ บารมี โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

Friday, October 23, 2009

บุญที่ได้ฟรี

ฟรี

"ของฟรีในโลกนี้มีที่ไหน" "ของฟรีไม่มีในโลก" "ของฟรีไม่มีดี" จะเห็นได้ว่าหลายคนคงเห็นว่าของฟรีไม่มีแน่ ๆ แล้วยิ่งเป็นบุญด้วยแล้ว

ส่วนใหญ่มนุษย์ผู้นับถือพระพุทธศาสนาจะเห็นดีเห็นงามกับการทำบุญ "ช่วงนี้ซวยว่ะ ว่าง ๆ ไปทำบุญดีกว่า" อย่างไรก็ตาม การทำบุญของคนทั่วไปจะเห็นได้ว่าทำบุญตักบาตร ใส่เงินในกล่อง หรือไปทำสังฆทาน กฐิน เป็นต้น ซึ่งการทำบุญในนัยยะที่กล่าวมาต้องจ่ายเงิน เสียเงินมาก และหลายคนต่อต้านว่าวัดนะรวยแล้ว เห็นแต่ละวัดใหญ่ ๆ โต ๆ ทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม การที่มนุษย์จะได้บุญนั้น การใช้เงินในการได้บุญนั้นเป็นแค่ 1 ส่วนใน 10 ส่วน เท่านั้นจริง ๆ ลองดู บุญกิริยาวัตถุ 10 ว่าบุญได้จากการประพฤติเช่นไรบ้าง

ทาน คือ การบริจาคทรัพย์สิ่งของแก่ผู้ที่ควรให้

ศีล คือ การสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น

ภาวนา คือ การสวดมนต์ ทำสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ

อปจารยะ คือ มีความเคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม

เวยยาวัจจะ คือ การขวนขวายช่วยเหลือในกิจที่ชอบ

ปัตติทานะ คือ การอุทิศส่วนบุญต่อผู้อื่น

ปัตตานุโมทนา คือ การอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำ

ธัมมัสสวนะ คือ การฟังธรรม

ธัมมเทสนา คือ การแสดงธรรม

ทิฏฐุชุกัมภ์ คือ การปรับปรุงความคิดเห็นของตนให้ถูกต้อง

จะเห็นได้ว่าการให้ทาน คือ ทรัพย์กับผู้ที่ควรให้เป็นการสร้างบุญ เพียงประการเดียวที่ต้องเสีนทรัพย์ หากแต่เหลืออีก 9 ประการที่ได้รับบุญโดยไม่เสียทรัพย์

ยิ่งไปกว่านั้น การรักษาศีล และภาวนา นอกจากจะไม่เสียเงินแล้ว ยังได้รับบุญ บารมี อย่างยิ่ง มากกว่าการให้ทาน อย่างมากมาย

เร่งสร้างบุญกันนะครับ

Thursday, October 22, 2009

ใจ

หลายวันมานี้ ผมประสบปัญหาเรื่อง internet จริง ๆ แล้วเราติดมันเกินไป ทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ปกติอย่างที่ควรจะเป็น

หากแต่

ปกติ ที่ไม่ปกติ ปกติ ควรจะเป็นคำแปลของคำว่า "ศีล" แต่เราเอาศีลมาถือ ไม่ได้เอามาปฏิบัติให้เป็นปกติของคนดี

คราวนี้คนดี คือ อะไร ให้เวลาคิดนิดนึง คนดีคือคนที่ทำดี ละเว้นความชั่ว ทำใจให้ผ่องแผ่ว
คนที่ไม่ได้ทำชั่ว ยังไม่ดี เพราะ ยังไม่ได้ทำดี

กายนี้ไม่ใช่เรา ใคร ๆ สามารถทราบได้ เห็นคนอื่นตายก็ทราบได้ว่า ต้องถึงคราของเราซักวัน หากแต่ คนที่โอกาสไม่ดีไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา มิอาจจะทราบได้เลยว่า แม้กระทั่งใจนี้ ใจไหน ๆ ก็ไม่ใช่ของเรา

เคยโกรธไหม ตอนโกรธ เป็นอย่างไร
เคยโลภไหม ตอนโลภเป็นอย่างไร
เคยเสียใจไหม ตอนเสียใจเป็นอย่างไร

โกรธ ก็ต้องระบายให้หายโกรธ ฆ่า ทำร้าย ดุ ด่า ถามว่า ตอนนั้นจิตที่เกิดขึ้นเป็นอันเดียวกันกับตอนโลภไหม คงจะไม่เพราะไม่มีเวลามาคิดโกรธอยู่

ตอนที่โจรปล้นทรัพย์ต้องการเนื่องจากโลภ ไม่ได้หวังจะฆ่า เมื่อเจ้าทรัพย์ไม่ให้ ก็โกรธ ตอนนี้ลืมโลภ โกรธอยู่ เมื่อโกรธต้องระบาย เลยจัดการฆ่าซะ และจากนั้นจิตโจรไม่ได้โกรธ จิตโลภเข้ามาแทน เอาทรัพย์ไป

หากแต่ถ้าตำรวจมาพอดีก่อนจะฆ่า ความโกรธที่เจ้าทรัพย์ไม่ให้ของก็หายไปทันตา กลายเป็นจิตกลัวมาแทน กลัวโดนจับ กลัวตาย ไม่เป็นจิตที่โลภและโกรธแล้ว เลยวิ่งอย่างเดียว หรือยิงต่อสู้หากมีปืน

ไกลไปหน่อย เอาเช่น เวลาไปทำงานตอนเช้า ตื่นสายก็กลัวไปทำงานไม่ทัน แต่พอไปถึงที่ทำงานความกลัวไปทำงานไม่ทันหายไปแล้ว แต่กลัวเจ้านายดุมาแทนที่ พอเจ้านายมาสายด้วย ความกลัวหายไป จิตที่ดีใจก็โผล่มาทันที พอดูออก

กายนี้ชัด ๆ ไม่ใช่เรา
ใจนี้ ต้องทำให้ชัดว่าไม่ใช่เรา

กาย ใจ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดั่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กาย ใจ ไม่เที่ยงแท้ มีเกิดขึ้น อยู่ และดับไป
กาย ใจ ทนอยู่ได้อยาก ไม่สามารถอยู่ได้นาน
กาย ใจ ไม่ใช่ของเรา

กายนี้ ใจนี้เป็นทุกข์

Sunday, October 18, 2009

ตัวตน และ ตัวอื่น

สิ่งที่ชนชาติอื่น หรือ ชนในชาติเดียวกันกับเราที่มีใจในการนับถือศาสนาอื่นนั้น เห็นได้เช่นเราว่า ร่างกาย มีเกิดมีตาย ชัดเจน ไม่ว่า คนสัตว์ อย่างไรก็ตาม ส่งที่ไม่มีตัวตนแต่คนทั่วไปยึดติดมีอีกมากมาย รถยนต์ บ้าน โน๊ตบุ๊ค (ตอนนี้เสียอยู่ แอบเขียนที่ ศูนย์ซ่อม Acer) นอกจากสิ่งที่มองเห็น ยังพบว่า นามสกุล ตระกูล การศึกษา ชื่อสถาบัน ยังสามารถให้มนุษย์ ยึดติดและมุ่งครอบครอง และครองไว้ ตราบสิ้นลมหายใจ

จะเห็นได้ว่าที่กล่าวมา ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเอง จริง ๆ แม้แต่ร่างกายของเรามิใช่ร่างกายของเรา สิ่งอื่นมิใช่แน่ ไหนเรามาลองพิสูจน์กัน

ตอนเราหิวท้องร้อง บอกให้หยุดหิวได้ไหม

ตอนเราปวดแขน สั่งให้ไม่ปวดได้ไหม (ไม่ใช้กัญชา หรือ ฝิ่น และยาแก้ปวดช่วยนะครับ)

ไม่ได้นะ เราสั่งอะไรร่างกายไม่ได้เลย เรากลั้นหายใจไว้นาน ๆ มันยังจะหายใจออกเองเลย และนับประสาอะไรกับคนอื่น

ปรกติเรายังสั่ง ร่างกาย และใจเราไม่ได้ และ เราทุกคนมีสิทธิ์ อำนาจอะไรที่จะไปสั่ง บังคับ และ ครอบครองคนอื่น ไม่มีหรอกครับ สิทธิ์เช่นนั้น ไม่มีแม้แต่นิดเดียว

บุญรักษา

Friday, October 16, 2009

ตัวตน

สำหรับเรื่องของตัวตน การมี ไม่มีเป็นเรื่องยากที่หลายคนจะยอมรับได้ ยิ่งผู้ที่ไม่มีใจนับถือพระพุทธศานาเป็นทุนยิ่งยากที่จะมองเห็นได้ แต่อย่างน้อยตัวอย่างง่าย ๆ ที่คนทุกคนสามารถพบเจอได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ภาษาใด และศานาใด คือ ความตาย

ฝรั่งก็สามารถทราบได้ว่ามนุษย์นั้นเกิด ใช้ชิวิต ป่วยบ้าง ดีบ้าง หายป่วยแล้ว ก็ป่วยอีกได้ แก่ได้ทุกๆ ปี และตายได้่ ซึ่งไม่ว่าจะชนชาติใดก็ทราบความจริงข้อนี้ หากแต่ไม่ได้ยอมรับไปตรง ๆ ว่า กายนั้นมิใช่ของเราอย่างสนิทใจ เช่น นาย ก. เกิดมาพ่อแม่ก็ให้เป็น นาย ก. ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้จำเป็นจะต้องเป็นนาย ก. อาจเป็นนาย ข. ก็ได้ หรือ นาย ฮ.ก็ได้ อันนี้เป็นการสมมุติเอาเองของพ่อ แม่ สังคม และโลกใบนี้ เอาละ เกิดมาแล้วนิ นาย ก. ก็ไปเรียนหนังสือ ป.๕ ป.๖ ถึง ม.๖ นาย ก. ยังคงเป็นนาย ก. ต่อไปในสายตาของตนเอง และสังคม เพื่อนร่วมโลก หากแต่นาย ก. ที่ยังไม่ได้ตัดสายสะดือ กับนาย ก. ที่เรียนจบปริญญาเอกยังเป็นนาย ก.คนเดิมหรือไม่ นาย ก. ไม่ใช่นาย ก.

ถ้าปรกติ นาย ก. ไว้่ผมยาว ยาวถึงกลางหลัง และใส่แว่นตา เป็นที่รู้กันว่า นาย ก.เป็นแบบนี้ ไม่เปลี่ยนแปลงมาตลอด ๓๐ ปีแล้ว หากแต่พอดี ถ้าอยู่มาวันหนึ่งมีหมอดูพลังทิพย์ที่แม่นมากแบบสุดยอด มาทัก นาย ก.ว่า ต้องตัดผม สั้นมาก และไปใส่คอนแทกเลนส์ แทนการใส่แว่นแล้วจะรวยมาก นาย ก.เห็นตามนั้น จึงไปจัดการตามที่หมอดูว่า ตัดผมสั้น และทิ้งแว่นตา เปลี่ยนเป็นเลนส์แทน นาย ก.ยังเป็นนาย ก. หรือไม่ เพื่อนจำนาย ก. คนนี้ไม่ได้ เดินเลยไป เพราะ นาย ก.ในความคิด ความทรงจำ ของทุกคน ไม่ใช่ชายผมสั้น ไม่ได้สวมแว่นตา นาย ก.คนเก่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นาย ก.คนใหม่ เกิดขึ้น และตั้งอยู่

อีก ๑ ปีถัดไป เกิดเหตุภัยพิบัติ นาย ก.อยู่ในเหตุการณ์ เกิดประสบเหตุ แขนขวา ขาด นาย ก.คนเมื่อสังครู่ ก่อนเกิดเหตุ ๑ วินาที ตอนนี้ได้ดับไปแล้ว นาย ก.คนใหม่เกิดขึ้นแล้ว และ ก็ตั้งอยู่ได้สักครู่ อีกไม่นาน ขาซ้าย ของนาย ก. ก็ประสบเหตุอีก นาย ก.เมื่อสักครู่ได้ ดับไปแล้ว และได้บังเกิดนาย ก.คนใหม่ขึ้นทันที นาย ก. คนนี้ ใช่นาย ก.คนที่ยังไม่ได้ตัดสายสะดือที่ห้องคลอดหรือไม่

กายนี้มิใช่เรา กายที่ยังไม่ตายไป ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตลอดเวลาเช่นกัน หากแต่เรามองไม่เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น

ไม่เป็นไร สุดแท้แต่ จะมอง

อนิจจัง
ทุกขัง
อนัตตา

Thursday, October 15, 2009

ชีวิตคู่ อีกนิดนึง

"เมื่อคนสองคนมาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ต้องรักกัน สามัคคีกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างคนต่างแก้ไข ปรับตัวเองเพื่อเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ต้องรู้จักอดทน เมื่อเกิดไม่พอใจ ไม่ถูกใจ ต้องละทิฏฐิมานะ ความเห็นแก่ตัว พยายามปล่อยวาง และให้อภัยต่อกัน เรียกได้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติธรรมแบบอุกฤษฏ์ ต้องช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นสุข สบายใจ" ข้อความต่อจากหนังสือเล่มเดิมเมื่อวานนี้ จะเห็นได้ว่าการที่จะทำให้คนสองคนที่ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปได้อย่างดีจะต้องเอาธรรมะ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องประคับประคอง

ผมมีตัวอย่างที่ได้เจอกับตัวเองมีอยู่วันหนึ่งผมได้มีโอกาส ใช้บริการถแทกซี่จากแถวบางกะปิเพื่อจะไปปลายทางที่ซอยวัดคู้บอน พอขึ้นไปก็ได้บอกที่หมายเรียบร้อย วางแผนเดินทาง เส้นทาง และความเร็วที่ผมต้องการกับคนขับ นั่งไปได้ซักพัก ได้เหลือบไปมองที่ป้ายชื่อของพนักงานขับรถ ซึ่งเป็นรูปและชื่อผู้ชาย แต่ว่าคนที่ขับให้ผมอยู่นี่เป็นผู้หญิง อืม เราเลยหาเรื่องถามว่าทำไมพี่ไม่ใช่เจ้าของรถเหรอ ขับอย่างนี้ผิดนะโดนจับได้นะ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ รถนี้เป็นของครอบครัวเค้า หรือสามีเค้า แล้วผลัดกันขับเพื่อสร้างรายได้ตลอดเวลา ไม่มีการที่รถจอดว่าง ดีดี ดีมากผมเห็นด้วยทางเศรษฐศาสตร์ คุ้มดี

เราพูดคุยกันหลายเรื่อง เรื่องการหาเงิน การใช้ชีวิต แล้วผมได้ถามเรื่องการขับรถว่า แบ่งกันขับอย่างนี้ ใครขับมากกว่ากันพี่ผู้หญิง หรือแฟนเค้า คำตอบคือ พี่ผู้หญิง ขับชั่วโมงมากกว่า ขับกลางวันแดดร้อนด้วย อืม นี่คือหน้าที่ของเพื่อนร่วมวานที่ปรกติ สาว ๆ อาจต้องทำงานมากกว่าผู้ชาย คราวนี้เลยถามต่อไปว่าแล้วขับรถมากกว่าอย่างนี้ที่บ้านใครซักเสื้อ ทำกับข้าว คำตอบก็คือพี่เค้าอีกเช่นเคยที่ต้องทำหน้าที่ของภรรยาที่ดี ใครดูแลลูก ไม่ต้องหาคำตอบ แม่ที่ดีก็ต้องทำหน้าที่อีกเช่นเคย

ผมเลยถามต้องไปว่า "ถามหน่อยนะพี่ ตอนแต่งงานได้สินสอดเท่าไหร" คำตอบ "พี่อยู่บ้านนอก ได้ห้าหมื่นนี่ก็ดีแล้ว" คือห้าหมื่นนี่เองที่พี่เค้าได้มาตอนแต่งงาน ห้าหมื่น ใช้งานในหน้าที่ภรรยาบนเตียงที่ดี ตลอดชีวิต ห้าหมื่น ใช้งานในหน้าที่คนซักผ้า ทำกับข้าวที่ซื่อสัตย์ตลอดไป ห้าหมื่นใช้งานในฐานะเพื่อนร่วมงานไปอีก เรื่อย ๆ จนกว่าลูก ๆ จะหาเงินได้ (มีแต่ลูกสาวซะด้วยรายนี้) คุ้มไหมกับเงิน ห้าหมื่นบาท ที่เค้าต้องทำหน้าที่ต่าง ๆ มากมายตลอดชีวิต ลองคิด

ผมถามไปอีกอย่างว่า "แล้วทำไมถึงอยู่กันได้" "ก็เพราะรัก" คำตอบออกมาจากปากพี่เค้ามาทันที ดังนั้นคำตอบผมเขียนให้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า ถ้าตัดสินใจอยู่กับใครแล้วต้องทำอย่างไร

อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้อีกว่า "การไม่มีสามีเป็นลาภอันประเสริฐ" และ "การไม่มีภรรยาเป็นลาภอันปรเสริฐ"

จะเห็นได้ว่า ถ้าไม่อยากเอาทุกข์ของคนอื่นมาร่วมทุกข์ด้วย ก็อยู่คนเดียวเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ถ้าอยากร่วมทุกข์ เอาขันธ์ ๕+๕ เป็น ๑๐ ก็แต่งงาน หากแต่ท่านก็ยังให้ธรรมะเพื่อผู้ที่อยากครองคู่ไว้ในโลกนี้ ดังนั้น ธรรมะจึงเป็นทางรอดทางเดียวจริง ๆ

Wednesday, October 14, 2009

ชีวิตคู่

คำว่า "สมรส" จากหนังสือธรรมะเล่มหนึ่งให้ความหมายไว้อย่างน่าคิด สมรส หมายถึงรสนิยมเสมอกัน มีจริตนิสัย ชอบและไม่ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน จึงเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี

"เมื่อเราใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นในฐานะต่าง ๆ ต้องมีคุณธรรม และรสนิยมเสมอกัน จึงจะมีความสุข ถ้าต่างกันมาก เข้ากันไม่ได้ ก็มักเกิดปัญหาตามมา

โดยเฉพาะชีวิตคู่ เป็นสามีภรรยาต้องใกล้ชิดกันมากจนเรียกได้ว่าทั้งเราและเขามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิต จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบหากใครตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับใคร"

ข้อความจากหนังสือสาระแห่งชีวิต คือรักและเมตตาของท่านพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ข้างต้น ผมค่อนข้างเห็นด้วยอย่างยิ่ง หากใครซักคนจะต้องใช้ชีวิตที่เราคิดว่าน่าจะทั้งชีวิตไปกับคนอีกคนหนึ่ง ดูแล้วเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ นอกจากอารมณ์รักแล้ว ควรหาสิ่งอื่นนอกเหนือมาร่วมในการพิจารณาด้วย ถึงแม้ว่าหลายคนคิดว่าถ้าไปด้วยกันไม่ได้ก็แยกทางกันได้นิ ไม่เห็นเป็นไร แต่แล้วก็ต้องย้อนมาคิดอยู่ตลอดเวลาว่า "ถ้าเรารู้อย่างนั้น จะไม่ทำอย่างนี้" "ถ้าเรารู้อย่างนี้จะไม่ทำอย่างนั้น" ดังนัหากเราเริ่มต้นที่ดีก็เท่ากับเราได้ความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งมิใช่หรือ

"อารมณ์รักเป็นสิ่งไม่แน่นอน เมื่อเราสามารถเริ่มต้นชีวิตคู่กับคนที่เรารักมาก ๆ เรารู้สึกสมหวังในความรักโลกทั้งโลกสดใสสวยงามสำหรับเรา แต่ทุกส่ิงทุกอย่างในชีวิตของเรานี้ไม่แน่นอน ชิวตสมรส อาจจะเป็นชีวิตที่อบอุ่น สร้างครอบครัวที่มีความสุขร่วมกัน หรือโดยส่วนใหญ่ก็มีทุข์บ้าง สุขบ้างอย่างปุถุชนทั่วๆ ไป แต่สำหรับบางคู่อาจจะเป็นชีวิตที่ตกนรกทั้งเป็นก็มี เปรียบชีวิตคู่เหมือน ชีวิตแบบยักษ์อยู่ด้วยกัน ชีวิตคู่แบบเปรตอยู่ด้วยกัน ชีวิตแบบเดรัจฉานอยู่ด้วยกัน"

"อย่าหลงเชื่อในความรู้สึกรัก ซึ่งไม่แน่นอน อารมณ์รักก็มีลักษณะเช่นเดียวกับ จิตที่เกิดอุปทาน เหมือนการติดบุหรี่ เล่นการพนัน ติดยาเสพติด ที่เกิดจากอุปทานยึดมั่นถือมั่นของจิต การหลงรักในสิ่งที่คนทั่วไปไม่รักก็มีมาก จึงทำให้ชีวิตมนุษย์เรานั้นสับสนวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้"

"เมื่อเรารู้ว่าอารมณ์รักเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราจึงไม่ควรใช้อารมณ์รักเพียงอย่างเดียวมีตัดสินการเลือกคู่ชีวิต" จากข้อความในหนังสือเล่มเดียวกันกับข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะมีอารมณ์รักมากสักเพียงใด อารมณ์รักนั้นก็มิได้อยู่ยืนยงไปนานเท่านาน มันคือความไม่แน่นอน อะไรสามารถเกิดขึ้นได้ หากแต่ความไม่แน่นอน นั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ในโลกล้วนแต่ไม่แน่นอน

การที่เราจะเลือกใครซักคนมาเป็นคู่ชีวิตต้องพิจารณาอะไรบ้าง "พระพุทธเจ้าทรงให้หลักในการพิจารณาไว้ว่าชีวิตคู่ที่จะมีความสุขร่วมกันได้ดี ควรมีคุณธรรมเสมอกัน ๔ ประการคือ ศรัทธา-ความเชื่อมั่นในสิ่งดีงาม ศีล-ความประพฤติดีทางกาย และวาจา จาคะ-ความเสียสละ รู้จักแบ่งปัน และปัญญา-ความรู้ว่าสิ่งใดดี หรือชั่ว"

การเลือกคู่นั้นควรเลือกที่มีธรรมะเสมอกัน หากมีความต่างเกินขึ้น ปัญหาจะเกิดขึ้นตามมาทันที

ดัดแปลงจาก:หนังสือสาระแห่งชีวิต คือรักและเมตตา โดยพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

Monday, October 5, 2009

Sunday, October 4, 2009

Whatever Will Be Will BE

I watched this ad on TV in Thailand, my hometown, about 2-3 times, but I didn't focus and care about this ad anymore. Today, I don't know why I watched this ad again, but I was watching with a consciousness. Finally, it makes me love it hahahaha.

Hey!!!

I just created this blog, this is my first time I have had a blog. Thanks for visiting.